ตำนานความเป็นมาของพระกัจจายน์


พระมหากัจจายนะ หรือพระสังกัจจายนเถระ ที่คนไทยนิยมเรียกกันว่า “พระสังกัจจายน์” ด้วยรูปลักษณ์อ้วนอวบ อุทรพลุ้ย แต่มีความงดงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ พระคณาจารย์นิยมสร้างรูปเหมือนของท่านขึ้นมาเพื่อให้สาธุชนนำไปสักการบูชา ปรากฏอิทธิคุณทางโภคทรัพย์ เรียกโชคลาภ เป็นเสน่ห์เมตตามหานิยม และอุดมด้วยสติปัญญา
                พระสังกัจจายน์องค์ใหญ่มีการสร้างประดิษฐานตามวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ส่วนพระเครื่อง พระบูชานั้นมีการสร้างออกมามากมาย หลายยุคหลายสมัย เช่น สมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ ฯลฯ
                พระสังกัจจายน์ เป็นบุตรของพราหมณ์ตระกูลกัจจายนะปุโรหิตของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ในกรุงอุชเชนี เดิมมีชื่อว่า “กัญจนะ” เพราะมีรูปลักษณ์งามสง่า ผิวเหลืองดุจทองคำ เป็นที่ต้องตาถูกใจแก่ผู้พบเห็น เมื่อเจริญวัยขึ้นได้เรียนจบคัมภีร์ไตรเพท ครั้นบิดาถึงแก่กรรมแล้ว ได้เป็นปุโรหิตสืบทอดจากบิดาในรัชสมัยของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ได้ฟังธรรมจากพระบรมศาสดาแล้วบรรลุเป็นพระอรหันต์
                พระสังกัจจายน์เป็นพระสาวกที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด สามารถอธิบายธรรมที่ย่อให้พิสดาร (ละเอียด) ให้ผู้ฟังเกิดศรัทธาเลื่อมใสได้ไม่ยาก ทั้งนี้เพราะส่วนหนึ่งท่านเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในปฏิสัมภิทา ๔ ประการ คือ

  1. อัตถปฏิสัมภิทา ผู้มีปัญญาแตกฉานในอรรถ สามารถอธิบายความย่อให้พิสดารได้
  2. ธัมมาปฏิสัมภิทา ผู้มีปัญญาแตกฉานในธรรม สามารถถือเอาความโดยย่อจากธรรมที่พิสดารได้
  3. นิรุตติปฏิสัมภิทา ผู้มีปัญญาแตกฉานในนิรุตติ มีความเชี่ยวชาญในภาษา สามารถพูดให้คนอื่นเลื่อมใสได้
  4. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ผู้มีปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ มีไหวพริบและปฏิภาณ สามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้

พระสังกัจจานย์ออกบวช
                ในสมัยพุทธกาลนั้น วันหนึ่งพระเจ้าจัณฑปัชโชตสดับข่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ได้ประกาศพระธรรมวินัยสั่งสอนมหาชน ธรรมที่แสดงนั้นเป็นธรรมอันแท้จริง เกิดผลสำเร็จแก่ผู้ปฏิบัติตาม มีพระราชประสงค์ใคร่เชิญเสด็จมาประกาศธรรมที่กรุงอุชเชนี จึงตรัสสั่งให้กัจจายนะปุโรหิตไปเชิญเสด็จ โดยกัจจายนะปุโรหิตก็ทูลลาบวชด้วย เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงออกจากกรุงอุชเชนีพร้อมบริวาร ๗ คน มาถึงที่ประทับของพระศาสดา เข้าเฝ้าฟังพระธรรมเทศนา ได้บรรลุพระอรหันต์พร้อมกันทั้ง ๘ คน
                พระสังกัจจายนเถระนั้นเป็นผู้ฉลาดในการอธิบายความพระธรรมที่ย่อให้พิสดาร ได้รับการสรรเสริญจากพระศาสดาว่า เป็นเยี่ยมกว่าพระสาวกรูปอื่นในทางนั้น โดยพระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญว่า “ภิกษุทั้งหลาย กัจจายนะเป็นคนมีปัญญา ถ้าท่านถามความนี้กับเรา แม้เราก็คงแก้เหมือนกัจจายนะแก้ แล้วอย่างนั้น ความของธรรมที่เราแสดงแล้วโดยย่อนั้น อย่างนั้นแล ท่านทั้งปวงจงจำไว้เถิด พระกัจจายนะเป็นผู้ฉลาดในการอธิบายคำที่ย่อให้กว้างขวาง”
               
ได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์
                ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงภัทเทกรัตตสูตรโดยย่อ แล้วเสด็จเข้าสู่พระวิหารที่ประทับ  พระภิกษุทั้งหลายไม่มีโอกาสกราบทูลถามเนื้อความที่ตรัสไว้โดยย่อให้เข้าใจได้ จึงพากันเข้าไปหาพระสังกัจจายน์ กราบอาราธนาให้ท่านได้เมตตาอธิบายความให้ฟัง พระเถระได้อธิบายขยายความย่อให้ฟังอย่างพิสดารแล้วกล่าวแนะนำว่า “ท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าเข้าใจความหมายแห่งพระสูตรนี้ ตามที่อธิบายมานี้ แต่ท่านทั้งหลายมีความต้องการจะทราบให้แน่ชัดก็จงไปกราบทูลถามพระผู้มีพระภาพ เมื่อพระองค์ทรงแก้อย่างไร ก็จงจำไว้อย่างนั้นเถิด”
                ภิกษุเหล่านั้นพากันลาพระเถระแล้วเข้าไปกราบทูลเนื้อความที่พระสังกัจจายน์อธิบายไว้ให้พระพุทธองค์ทรงสดับ พระผู้มีพระภาคตรัสสรรเสริญพระเถระว่า “ภิกษุทั้งหลาย พระมหากัจจายนะ เป็นผู้มีปัญญา เนื้อความนั้นถ้าพวกเธอถามตถาคต แม้ตถาคตก็จะอธิบายอย่างนั้นเช่นกัน ขอพวกเธอจงจำเนื้อความนั้นไว้เถิด”
                เมื่อครั้งพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงตั้งพระสังกัจจายน์ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในฝ่ายผูอธิบายเนื้อความย่อให้พิสดาร พระสังข์กัจจายน์ดำรงอายุสังขารโดยสมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพาน
                มีพระธรรมเทศนาของท่านหลายกัณฑ์ ที่พระธรรมสังคายนาจารย์ได้ยกขึ้นสู่การทำสังคายนา ได้แก่

  1. ภัทเทกรัตตสูตร เป็นสูตรที่แสดงถึงเรื่องบุคคลผู้มีราตรีเดียวเจริญ คือคนที่เวลาวันคืนหนึ่ง ๆ มีแต่ความดีงาม ความเจริญก้าวหน้า ได้แก่ ผู้ที่ไม่มัวครุ่นคิดถึงอดีต ไม่เพ้อฝันหวังอนาคต ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นแจ้งประจักษ์สิ่งที่เป็นปัจจุบัน ทำความดีเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยไป มีความเพียรพยายามทำกิจที่ควรทำตั้งแต่วันนี้
  2. มธุรสูตร เป็นสูตรที่ท่านแสดงแก่พระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตร ในขณะที่ท่านพักอยู่ที่คุณธาวัน มธุรราชธานี สูตรนี้มีใจความแสดงถึงความไม่แตกต่างกันของวรรณะ ๔ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร วรรณะทั้ง ๔ แม้จะถือตัว เหยียดหยามกันอย่างไร แต่ถ้าทำดีก็ไปสู่ที่ดีเหมือนกันหมด ถ้าทำชั่วก็ต้องรับโทษไปอบายเหมือนกันทั้งหมด ทุกวรรณะจึงเสมอกัน

ในพระธรรมวินัย เมื่อได้ออกบำเพ็ญสมณธรรมแล้ว ไม่เรียกว่าวรรณะอะไร แต่เป็นสมณะเหมือนกันหมด ที่พระเถระกล่าวสูตรนี้ ก็เพราะพระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตรถามปัญหากับท่านเกี่ยวกับเรื่องพราหมณ์ถือตัวว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และเกิดจากพรหม ท่านจึงแก้ว่า ไม่เป็นความจริง แล้วยกตัวอย่างเป็นข้อ ๆ ดังนี้
๑) ในวรรณะ ๔ เหล่านี้ วรรณะใดเป็นผู้ร่ำรวย มั่งมีเงินทอง วรรณะเดียวกันและวรรณะอื่น ย่อมเข้าไปหา ยอมเป็นบริวารของวรรณะนั้น
๒) วรรณะใดประพฤติอกุศลกรรมบท เมื่อตายไป วรรณะนั้นย่อมเข้าสู่อบายเสมอเหมือนกันหมด
๓) วรรณะใดประพฤติกุศลกรรมบท เมื่อตายไป วรรณะนั้นย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เหมือนกันหมด
๔) วรรณะใดทำโจรกรรม ทำปรทาริกกรรม วรรณะนั้นต้องรับราชอาญาเหมือนกันหมด ไม่มียกเว้น
๕) วรรณะใดออกบวช ตั้งอยู่ในศีลในธรรม วรรณะนั้นย่อมได้รับความนับถือ การบำรุงและการคุ้มครองรักษา เสมอเหมือนกันหมด
เมื่อพระเถระแสดงเทศนามธุรสูตรจบแล้ว พระเจ้ามธุรราชก็บังเกิดศรัทธาเลื่อมใส ประกาศพระองค์เป็นอุบาสกในพระพุทธศาสนา
เพราะเหตุใดพระสังกัจจายน์จึงมีรูปลักษณ์ที่อวบอ้วนสมบูรณ์
                สิ่งพิเศษของพระสังกัจจายน์อีกประการหนึ่ง คือ เป็นผู้มีรูปงาม ผิวเหลืองดุจทองคำ มีส่วนแห่งความงดงามคล้ายคลึงกับพระพุทธเจ้า คือ นอกจากพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากแล้ว ก็มีพระกัจจายนเถระอีกองค์หนึ่ง แต่ที่เราเห็นสรีระรูปผิดจากความเข้าใจเดิมเป็นอ้วนล่ำพุงพลุ้ยนั้น เนื่องด้วยรูปสมบัติเดิมของท่านที่ละม้ายคล้ายพระพุทธเจ้า ซึ่งมีเรื่องเล่าไว้ในอรรถกถาธรรมบทว่า
                วันหนึ่ง พระสังกัจจายน์เข้าไปบิณฑบาตในเมือง มีเศรษฐีชาวเมืองโสเรยยะ เห็นท่านแล้วนึกด้วยความคะนองว่า ถ้าเราได้ภรรยามีรูปร่างผิวพรรณสวยงามอย่างพระรูปนี้จะดีนักหนา ด้วยอำนาจแห่งบาปกรรมนั้นโสเรยยะจึงกลับกลายเป็นสตรีเพศ ได้รับความละอายใจเป็นอย่างยิ่ง จึงออกจากเมืองนั้นไปอยู่ที่อื่น และมีสามีและมีบุตรด้วยกันคนหนึ่ง ต่อมาพระสังกัจจายนเถระได้จาริกมายังอีกเมืองหนี่ง โสเรยยะได้รู้ข่าวจากเพื่อนสนิทคนหนึ่งว่า พระเถระเจ้ามายังเมืองนี้จึงถือโอกาสไปกราบนมัสการขอขมาโทษ เมื่อได้รับทราบแล้ว เพศของโสเรยยะก็กลับเป็นบุรุษเพศดังเดิม
                นอกจากจะมีเรื่องของโสเรยยะแล้ว ยังมีเรื่องของพระภิกษุ เมื่อเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเห็นพระเถระเดินมาแต่ไกล แล้วพากันกล่าวว่า “พระบรมศาสดาของพวกเราเสด็จมาแล้ว” แล้วพากันทำความเคารพกราบไหว้ ทั้งนี้ก็เพราะท่านมีรูปลักษณ์ละม้ายคล้ายคลึงกับพระผู้มีพระภาคเจ้า
                เมื่อท่านพิจารณาเห็นโทษเช่นนี้แล้วจึงอธิฐานจิตเนรมิตร่างกายของตนให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เป็นอวบอ้วนอุทรป่องแลดูไม่งามเหมือนดังเดิม เป็นรูปลักษณ์ที่พุทธศาสนิกชนนิยมสร้างรูปเคารพของท่านไว้สักการบูชา ยิ่งในสมัยรัตนโกสินทร์ยิ่งนิยมสร้างกันมาก สังเกตได้จากพระสังกัจจายน์จีวรลายดอกที่แลดูสวยงามอลังการ บ่งบอกถึงศรัทธาอันล้นพ้นต่อพระอรหันต์ผู้เปี่ยมด้วยโชคลาภมหานิยมและสติปัญญาองค์นี้
พระอรหันต์ผู้บันดาลโชคลาภ เมตตามหานิยมและสติปัญญา
                ชาวพุทธกราบไหว้บูชาพระสังกัจจายน์เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล ๓ ประการแก่ตนเองและครอบครัว ดังนี้
                ๑. โชคลาภและความอุดมสมบูรณ์ พระสังกัจจายน์ได้รับการยกย่องจากผู้ศรัทธาให้เป็นพระผู้อุดมด้วยโภคทรัพย์และลาภสักการะรองลงมาจากพระสีวลี ตามลักษณะพระวรกายของท่านที่อวบอ้วนอุดมสมบูรณ์
                ๒. ความงามและความมีเสน่ห์ เนื่องจากเพราะก่อนที่ท่านจะอธิษฐานจิตให้รูปร่างเปลี่ยนแปลง พระสังกัจจายน์มีผิวดั่งทองคำและมีรูปงามละม้ายเหมือนพระพุทธเจ้า จนแม้แต่เทพยดา พรหม และมนุษย์ทั้งปวงพากันรักใคร่ชื่นชม
                ๓. สติปัญญา พระสังกัจจายน์ได้รับการยกย่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศในทางอธิบายธรรม ท่านจึงเป็นพระอรหันต์ผู้มีปฏิภาณเฉียบแหลม

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
       
       
Home| History | Sacred Object | Activities | Director of Management| Spell for Sangkrajai | Map | Contact us
Copyright @ Watsangkrajai.com Bangkokyai Bangkok Thailand.
E-mail: krusutee@hotmail.com